TuangStuD!O View my profile

Movies

.....จริงๆหนังสือ "หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย" ได้รับการวิจารณ์และคำนิยมในหลายๆบล็อกหลายๆเว็บแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากเอ่ยถึงเหนังสือเล่มนี้ที่เพิ่งอ่านจบไป อยากเอ่ยถึงไม่ใช่ในฐานะนักวิจารณ์หนังสือ หรือนักวิจารณ์หนัง เพราะฉันไม่ใช่หนอนหนังสือ แถมไม่ชอบอ่านด้วย แต่จะเล่าให้ฟังในฐานะของนักเรียนศิลปะสมาธิสั้นคนหนึ่ง หนังสือไม่ได้วิจารณ์หนังอาร์ตเรื่องใดเลย...เพราะฉะนั้นหากจะหาอ่านเพราะอยากรู้ว่าหนังไหนดีไม่ดี ก็ไม่ต้องอ่านกัน สิ่งที่กล่าวไว้หาประวัติศาตร์ความเป็นมาของหนังอาร์ต โดยแบ่งเป็นสองตอนใหญ่ ตอนหนึ่งเล่าถึงความเป็นมา อีกตอนหนึ่งกล่าวในมุมของนักวิจารณ์หนังที่มีชื่อเสียง ซึ่งผลักดันให้ภาพยนต์กลายมาเป็นศิลปะ
คำที่ใช้ ภาษาที่เขียนค่อนข้างเป็นทางการ เหมือนเขียนบทความวิจารณ์งานศิลปะ หรือหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่อาจารย์เขียนเองให้นักศึกษาอ่า ไม่มความคิดเห็นของผู้เขียนมากนักส่วนใหญ่เป็นข้อเท็จจริงแทบทั้งสิ้น ดังนั้นหากใครไม่ชอบอ่านหนังสือสารคดีแบบนี้ แนะนำอีกครั้ง ว่าไม่ต้องอ่าน
ลำดับกาเรียงเนื้อหา ถือว่าทำได้ดีต่อเนื่องกัน สำหรับคนสมาธิสั้นไม่ค่อยอยู่กับร่องรอยอย่างฉันเวลาอ่านหนังสือ ยังสามารถจำประเด็นได้ในแต่ละบทตอน แต่ภาษาที่ใช้อย่างที่บอก มันเป็นทางการ และละดับเวลาในเนื้อหาบางทีดูสับสน ในเรื่อง คศ. ทั้งในย่อหน้าก็พูดความเดิมซ้ำๆ หรือใช้คำเชื่อมต่อประโยคให้ยาวต่อเนื่องกัน เป็นที่น่าเวียนหัวไปสักหน่อย

สนพ. unfinshed project publishing ก็ดูจะเข้ากับหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างดี เพราะการตัดตอนจบในบทท้าย นั้นห้วนและขาดมาก (ฮ่าๆๆๆ) มันทำให้นึกถึง หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสร์มัธยม ที่มักคั่นด้วยวิธีการทดลองในห้องเรียนแล็ป และมักจบบทไปซะงั้นด้วยการขีดเส้นใต้
บอกให้อย่างหนึ่งว่า หากคุณอยากรู้ว่าหนังอาร์ต หรือภาพยนต์ศิลปะนั้นมาได้อย่างไร และไม่กลัวที่จะเจอกับข้อความน่าเบื่อตามแบบหนังสือเรียน ก็แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้เขียน..เขียนอย่างมีความรู้และทำให้เราได้รับสาระอย่างเต็มที่ รวมทั้งเรื่องราวรอบรั้วสังคมศิลปะและวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ของประเทศที่ถือเป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยี, ความงามและรูปแบบการเมือง
ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นรุปแบบที่ไม่สนุกและบันเทิงเท่าไรนัก แต่โดยส่วนตัวก็ถือว่าผู้เขียนทำได้ดี ยิ่งเมื่อดูในตลาดหนังสือของไทยแล้ว หนังสือดีๆมีสาระเกี่ยวกับศิลปะหาได้ยากมาก ไม่ต้องนับว่าให้มีขนาดเล็กอ่านเรื่อยๆที่ไหนก็ได้ยิ่งนับจำนวนเล่มกันได้เลยทีเดียว ดังนั้น จึงอยากขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้คนที่รักการอ่านทั้งหลาย, นักเรียนศิลปะ, นักเรียนภาพยนต์ ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดู ราคา 150 บาทไม่แพงอย่างที่คิด อ่านมันข้ามๆบ้างก็ได้ยังรู้เรื่องอยู่

....หรือจะใช้เวลาอ่านอย่างฉันสัก 2 เดือน ก็ไม่เป็นไร
ฮ่าๆๆๆ

edit @ 15 Feb 2011 09:11:30 by P!|\|Gfa\/illunDa

"สื่อ"ในภาพยนตร์

posted on 16 Feb 2010 18:56 by just-the-human in Movies

ในสมัยก่อนการทำงานด้านข่าวนี้ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอย่างมากมายผู้ปฏิบัติงานในสำนักพิมพ์ถ้าเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ๆก็จะมีตำแหน่งหน้าที่กันเต็มอัตราศึกกล่าวคือ มีการแยกประเภทข่าวภายในและภายนอกประเทศ ข่าวกระทรวง ข่าวศาล ข่าวโรงพักและข่าวโรงพยาบาล แล้วไปแยกหน้าที่บุคลากรภายในกันอีกทีหนึ่งการหาข่าวของคนข่าวหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับก็เป็นไปค่อนข้างยากบางครั้งก็เป็นการเผื่อแผ่กันบ้าง คือส่งข่าวไปให้กันบ้าง คักลอกข่าวกันบ้างต่อมากิจการหนังสือพิมพ์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งอยู่ในขั้นที่พอจะเป็นมาตรฐานได้ มีสถาบันการศึกษา มีสมาคมหนังสือพิมพ์การหาข่าวง่ายขึ้น การทำงานของคนหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นการกระกอบอาชีพที่มีความมั่นคงได้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว 

ในต่างประเทศสำนักข่าวทั้งหลายจะมีนักข่าวที่คอยวิ่งหาข่าวอยู่ตลอดวิ่งหาข่าวในที่นี้ไม่ใช่การไปสัมภาษณ์คนนั้นทีคนนี้ทีอย่างที่นักข่าวไทยมักทำกันแล้วนำมาเขียนข่าวโดยบอกว่าเป็นข่าวจริงซึ่งสังเกตเห็นได้บ่อยขึ้นมากในปัจจุบันทั้งในสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์โดยส่วนใหญ่จะเป็นการ “เล่าข่าว” ซึ่งนั่นไม่ใช่หน้าที่โดยแท้จริงของนักสื่อสารมวลชนอย่างนักข่าวการเล่าข่าวนี้เป็นเพียงหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวต่างหากแต่นักข่าวในปัจจุบันก็กลับทำหน้าที่นั้นไปด้วยกลายๆเพราะไม่ได้สืบหาข้อมูลแท้จริงเพียงมีคนพูดหรือเขียนอย่างใดก็เอามาลงข่าวแล้วบอกว่าเป็นความจริงยิ่งถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ก็จะเพิ่มดีกรีของเรื่องด้วยพาดหัวข่าวที่ร้อนแรงเกินเลยเนื้อข่าวด้านในเสียอีกซึ่งเกินหน้าที่ของพาดหัวข่าวที่ควรดึงดูผู้อ่านแต่กลายเป็นบิดเบือนคำพูดหรือความรุนแรงในข่าวไปเสียอีก

                                นักข่าวในต่างประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างมากแต่ก็ถูกกดดันมากเช่นกันการหาข่าวจะมีความเข้มข้นสูงเพราะต้องแข่งกับเวลา รวมทั้งแข่งกับสำนักพิมพ์อื่นที่มีอยู่มากมายข้อเท็จจริงที่ได้จึงไม่ใช่เพียงลมปากของใครคนหนึ่งแล้วมาตีพิมพ์หรือปล่อยเป็นข่าวเหตุเพราะเขาพูดจริงแต่สิ่งที่พูดอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงนักข่าวจึงมีหน้าที่ขุดคุ้ยสืบค้นข้อมูลต่างๆ บางครั้งก็ทำตัวเกินเลยข้ามเส้นไปสืบคดีต่างๆเองแทนนักสืบทั้งหลายก็มี

                                ดังนั้นเรื่องราวปัญหา การแก้ไขสถานการณ์ อุปสรรค อุดมการณ์ทัศนคติและมุมมองชีวิตของนักข่าวมีหลายลายประเด็น ที่คนจะสามารถนำมาถกเถียงตั้งคำถามหรือบอกสู่กันฟังได้มากมาย ตัวอย่างเช่นเรื่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้านต่างๆไปสู่ประชาชนมีการนำเสนอภายใต้ขอบเขตของจรรยาบรรณและสมศักดิ์ศรีฐานันดรที่4 อย่างสมบูรณ์หรือไม่และเพียงใด เช่นเดียวกับที่มีผู้กล่าวว่า“ในการที่จะเลือกรับข้อมูลข่าวสาร จากสื่อต่างๆโดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุซึ่งประชาชนเจ้าถึงได้ง่ายที่สุด ขณะนี้เหมือนเรามีตัวเลือกแต่จริงๆไร้ทางเลือก”หรืออีกหัวข้อหนึ่งที่เป็นที่ตั้งคำถามกันมากมายถึงทิศทางการทำงานของสื่อมวลชนนั้นคือการที่จะต้องทำงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มคนใดๆที่ไม่เปิดกว้างสำหรับข่าวที่มีข้อเท็จจริงซึ่งถูกครอบงำโดยปัจจัยทางการเมืองและธุรกิจอีกขั้นหนึ่งเพราะฉะนั้นเสรีภาพในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆหรือแม้กระทั่งเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลของสื่อเองก็ถูกบิดเบือนไปไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

ประเด็นอันหลากหลายเหล่านี้สามารถนำมาตีแผ่และขยายเรื่องออกไปเป็นปมปัญหาได้มากมาย ภาพยนตร์หลายเรื่องก็นำประเด็นเหล่านี้เองไปทำเป็นหนังกลับมาให้เราได้ชมภาพยนตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับนักข่าวมีมากมายหลายเรื่องตั้งแต่หนังเก่าโบราณมาจนถึงยุคปัจจุบัน จึงขอแนะนำภาพยนตร์ที่น่าสนใจและควรหาไว้มาชมกันถือเป็นอีกวิธีการรับรู้เรื่องราวของ “คนข่าว”ทั้งหลายว่าพวกเขาพบเจออุปสรรคใดในการทำงาน หรือมีเรื่องราวในชีวิตแบบใดกันบ้างจะเข้มข้นหรือราบเรียบเพียงใด

 

                                

  หนังเรื่องแรกออกฉายในปีออกฉายมื่อ 1 พฤษภาคม 1941 (พ.ศ. 2484ซิติเซน เคน ภาพยนตร์เรื่องเอกของ ออร์สัน เวลส์ ออกฉายรอบปฐมฤกษ์ที่กรุงนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา ซิติเซน เคน เป็นภาพยนตร์แนวดรามาผสมกับแนวลึกลับที่ฉายในปีค.ศ. 1941 จัดจำหน่ายโดยบริษัท RKO Pictures กำกับและแสดงนำโดยออร์สัน เวลส์ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา เนื้อเรื่องภายในหนังเกี่ยวกับชีวิตของชาร์ล ฟอสเตอร์ เคน แสดงโดยเวลส์ ตัวละครนี้มีเค้าโครงมาจาก วิลเลียม แรนดอล์ฟเฮิร์สต์ นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในอุตสาหกรรมสื่อมวลชนและทำทุกๆอย่างเพื่อกุมอำนาจด้านสื่อเอาไว้ให้อยู่หมัดไม่ว่าจะใช้เล่ห์กลยังไงก็ตามก่อนที่เคนจะตายในคฤหาสน์ใหญ่โตมโฬหารอันสุดแสนลึกลับได้เอ่ยประโยคหนึ่งก่อนตายว่า "โรสบัด" (Rosebud) ประโยคนี้เองที่ทำให้นักข่าวธรรมดาคนหนึ่งชื่อเยเดดิอาห์ 

เลแลนด์ (โจเซฟ ค็อทเทน)แลแลนด์เกิดความสงสัยและติดต่อสอบถามทุกๆคนที่เคยร่วมงานหรือได้สนทนากับเคนตัวหนังตั้งคำถามไว้ว่าเลแลนด์ จะทราบไหมว่าสิ่งที่เคนต้องการจะบอกต่อคนอื่นๆคืออะไรกันแน่

                หนังเริ่มเรื่องเมื่อ ชาร์ลฟอสเตอร์ เคนเสียชีวิต โดยกล่าวคำว่า "โรสบัด" ซึ่งเป็นคำสุดท้ายในชีวิตนักข่าวคนหนึ่งถูกส่งไปทำประวัติของเคน เพื่อนำเสนอความยิ่งใหญ่ของเขาโดยเริ่มจากบันทึกของแฮทเชอร์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของเคนเมื่อตอนเด็กเคนต้องจากพ่อแม่และบ้านในชนบท เนื่องจากเกิดมีการค้นพบแหล่งแร่เงินในที่ดินของแม่และเธอมองว่าอนาคตจะมีความมั่นคงกว่า ถ้าให้เคนและทรัพย์สินอยู่ในมือของผู้มีความรู้ที่แท้จริงเป็นผู้จัดการจึงมอบให้อยู่ในความดูแลของแฮทเชอร์ซึ่งเป็นนัการเงินที่เธอเชื่อถือ เมื่อเคนอายุครบ25 แฮทเชอร์ก็หมดหน้าที่ความเป็นผู้ปกครอง เคนตัดสินใจซื้อกิจการหนังสือพิมพ์อินไควเรอร์แม้ว่าจะได้ครับการคัดค้านจากแฮทเชอร์เพราะมองว่า ไควเรอร์เป็นหนังสือพิมพ์ที่กำลังจะเจ๊ง

                หนังจบบันทึกของแฮทเชอร์ตรงจุดนี้แล้วดำเนินเรื่องส่วนที่สองต่อจากคำบอกเล่าของเบิร์นสตีน ผู้จัดการธุรกิจของเคน ซึ่งกล่าวถึงเคนในภาพของคนหนุ่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง มุ่งมั่น ร่าเริงกล้าได้กล้าเสีย และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานทุกคน จนกระทั่งแต่งงานกับ ลูกสาวของผู้มีอิทธิพลทั้งการเงินและการเมือง

                หนังดำเนินเรื่องส่วนที่สามจากคำบอกเล่าของเจเดไดห์ลีแลน เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของเคน เขาบอกเล่าชีวิตส่วนตัวของเคน เมื่อแต่งงานกับเอมีลี่จนกระทั่งมีลูกด้วยกันเคนได้เริ่มก้าวสู่วงการเมือง จนเกือบจะได้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ แต่ต้องพลาดไปในที่สุดเมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเคนแลซูซานนักร้องสาว ลีแลนด์ให้ภาพของเคนเป็นพวกนักฉวยโอกาส ที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอุดมการณ์ที้งหมดที่ประกาศในหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งหลอกลวง ลีแลนด์และเคนขัดแข้งกันจนถึงที่สุดเมื่อเคนพยายามสร้างความดังให้ซูซานโดยใช้หนังสือพิมพ์

                ส่วนที่สี่เริ่มจากคำบอกเล่าของซูซานซึ่งอยู่ในสภาพตกต่ำและติดเหล้า เคนแต่งงานกับเธอและสร้างคฤหาสถ์หลังใหญ่ สร้างโรงโอเปร่าให้เธอแสดงทั้งๆที่รู้ดีว่าเธอไม่มีความสามารถพอแต่ในที่สุด ซูซานก็รู้ตัวว่าเธอถูกเคนใช้สร้างภาพเพื่อเรียกร้องความรักความสนใจจากประชาชนหลังจากที่เคนพลาดตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ คฤหาสถ์หลังใหญ่ก็ดูอ้างว้างทันทีในสายตาของซูซานเมื่อรู้สึกว่าเธอเป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่งในหลายร้อยชิ้นที่เคนสะสมไว้ ความรู้สึกขมขื่นทำให้ซูซานตัดสินใจแยกทางจากเคนหนังเปิดเรื่องส่วนสุดท้ายจากคำบอกเล่าของหัวหน้าคนใช้ ที่ชื่อเรย์มอน เขา เห็นเหตุการณ์ตอนเคนอาละวาดเมื่อซูซานจากไปได้เห็นพฤติกรรมต่างๆที่เคนทำด้วยอารมณ์ และได้ยินคำสุดท้ายจากปากเคน แต่บอกไม่ได้ว่าคำนั้นคืออะไรและมีความหมายกับเขาแค่ไหนนักข่าวจากไปพร้อมปริศนาที่ไม่มีคำตอบ และคำเดียวนี้ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีทางรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเคน...

                ช่วงเวลาในการเดินเรื่องทั้งหมดยาวนานถึงหกสิบปีผู้แสดงหลายคนต้องเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ออร์สัน เวลส์เป็นเคนตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มที่ร่าเริงแจ่มใสอายุยี่สิบห้า จนถึงชายแก่อายุหกสิบแปด อ้วนใหญ่ เคร่งเครียดวางอำนาจและเอาแต่ใจตัวเอง ฝีมือการแสดงข